หน้าแรก / บทสัมภาษณ์




Mr.Takeji Yoshikawa ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Japan Foundation และหัวหน้าศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ

1 .ประวัติย่อ

เกิดเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 1951 ที่จังหวัดยามากุจิ หลังจากจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยโตเกียวศึกษาต่างประเทศ (Tokyo University of Foreign Studies; ชื่อภาษาญี่ปุ่นคือ Tokyo Gaikokugo Daigaku) เอกภาษาจีน ในปี ค.ศ. 1978 เริ่มทำงานที่ Japan Foundation โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Japan Foundation และหัวหน้าศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ

2. ปรัชญาในการดำรงชีวิต

            สมัยตอนอยู่ประถมศึกษา ผมเป็นคนขี้กลัวและไม่ชอบถูกฉีดยา ความทรงจำขณะที่นั่งรอการฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียนในแต่ละห้องเพื่อเป็นการป้องกันโรค เป็นความทรงจำที่น่ากลัวจนยากที่จะสามารถทนได้ ผมชื่อโยชิกาว่า ดังนั้น เมื่อเรียงตามลำดับตัวอักษรแล้วทำให้ต้องรอเป็นลำดับเกือบสุดท้าย แต่พอลำดับของผมมาถึงและเข็มฉีดยาได้ถูกแทงเข้ามาที่แขนของผม มันกลับเป็นความรู้สึกที่เจ็บเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น

            ความไม่มั่นใจในอนาคตที่เลื่อนลอย ปัญหาที่แก้ไขได้อย่างยากลำบาก หรือการนึกคิดถึงภาพของคนที่น่ากลัว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนเปรียบเสมือนวิญญาณ และเป็นสิ่งที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากความคิด หากรับมือกับมันได้ในขณะนั้น โดยไม่คิดหลีกเลี่ยงหรือหลบหนี ก็จะสามารถจัดการกับมันได้อย่างใจเย็นจนไม่น่าเชื่อ คนที่น่ากลัว คนที่ไม่ชอบ ที่ทำงานที่เราเกลียด หรือการที่จะต้องไปทำงานในวันจัทร์ซึ่งเป็นวันทำงานวันแรกหลังจากวันหยุด ตัวตนของสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวนัก เราเองสามารถที่จะหาสถานที่ที่ดีกว่าสำหรับตนเองหรือทำตัวให้สนุกได้

            เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น และเมื่อคิดว่ามีความจำเป็น ผมจะพยายามที่จะตรงไปที่จุดที่เป็นปัญหา โดยที่ไม่คิดว่าเป็นสิ่งที่น่าอายเลย

            อีกสิ่งหนึ่งก็คือ ผมเป็นคนขี้ลืม ทำให้ชอบลืมของต่างๆ แต่พอตื่นขึ้นมาตอนเช้าผมจะรู้สึกแปลกใจที่ผมยังเป็นมนุษย์คนเดียวกับเมื่อวาน สิ่งที่ลืมไปนั้นมีเพียงน้อยนิด มนุษย์เราสามารถจดจำข้อมูลและความรู้ต่างๆ ได้อย่างมหาศาล หากเป็นคอมพิวเตอร์เราก็กดปุ่มเก็บรักษาข้อมูลและปิดเครื่อง พอเปิดสวิตซ์เครื่องขึ้นมาใหม่ก็จะสามารถอ่านข้อมูลที่เก็บรักษาไว้ได้ แต่ทว่า คงไม่มีกลไกใดวิเศษเท่ากับกลไกสมองของมนุษย์เราเลย

            นอกจากนี้ การที่มนุษย์เราคิดว่าจำได้อยู่นั้น ความจริงแล้วเปรียบเสมือนมุมมุมหนึ่งของภูเขาน้ำแข็ง ผมคิดว่า ประสบการณ์ (ทั้งดีและไม่ดี) ที่เราได้เผชิญมานั้น ถูกบันทึกลงไปในความทรงจำส่วนลึก และถูกเก็บสะสมอยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง(อาจเปรียบได้กับหลักของนิกายโยคาจารในศาสนาพุทธมหายานที่ว่า พลังต่างๆ ของกรรมจะรวบรวมอยู่ในอาลยวิญญาณ)เมื่อเราทำสิ่งไม่ดี แม้ว่าเราจะลืมมันไปแล้วก็ตาม ผมคิดว่าเราก็ยังรู้สึกผิดอยู่โดยไม่รู้ตัวและการที่คนเราสามาถใช้สัญชาตญาณในการตัดสินบางอย่างได้ถูกต้องในหลายๆ ครั้งนั้น ก็เป็นผลมาจากข้อมูลและความรู้ที่ฝังอยู่ในส่วนลึกของเราได้ออกมาทำงานอย่างเต็มที่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

            สมัยก่อนผมเคยได้ยินว่า ชาวไอนุใช้ความฝันในการตัดสินเรื่องต่างๆ ผมเองเป็นคนที่ไม่ค่อยฝัน ฉะนั้น เมื่อลำบากในการที่จะตัดสินใจ ในบางครั้ง ผมจะใช้การตัดสินใจที่ผมคิดออกเป็นสิ่งแรกในเช้าวันนั้นเป็นเครื่องมือตัดสินใจ ความจริงแล้วควรกระทำการสิ่งต่างๆ ให้มีความชัดเจน แต่ทว่าตามนิสัยเลื่อนลอยของผมแล้วคงจะเป็นเรื่องยาก

3. เหตุการณ์ที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตคืออะไร และท่านผ่านพ้นมันมาได้อย่างไร

            โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ที่ผมไม่เคยเผชิญกับประสบการณ์ที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต เมื่อฟังคำถามนี้ ผมจะเล่าเหตุการณ์ที่นึกขึ้นได้สองเหตุการณ์ให้ฟัง

            เหตุการณ์แรกก็คือ การที่ผมทำผิดพลาดเมื่อ 20 ปีก่อน ตอนที่ผมได้มาประจำการที่ไทย ตอนนั้น ที่ออฟฟิสของผู้ที่มาประจำที่ไทยมีพนักงานซึ่งถูกส่งมาจากญี่ปุ่นเพียง 2 คนเท่านั้น ผมเป็น No.2 ผมทำให้งานบัญชีล่าช้าจนสำนักงานแม่ที่โตเกียวเข้ามาตรวจสอบ ในตอนนั้น บริษัทได้รับงานแสดงโปรเจคใหญ่ซึ่งทำให้ผมต้องยุ่งอยู่กับงานนั้นทั้งวัน เมื่อตกดึกจึงได้มีเวลาทำงานบัญชี แต่ทว่าเนื่องจากงานบัญชีเป็นงานที่ผมไม่ถนัด ทำให้สับสนในการเรียบเรียงบัญชี เมื่อฟ้าเริ่มสางก็จะกลับบ้านด้วยความรู้สึกมืดมัวที่ว่า “อาจต้องลาออกจากงานก็ได้” ผมมีความรู้สึกเช่นนี้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจนท้ายที่สุดผมก็จัดการกับเอกสารทางบัญชีไม่ทัน ทำให้ถูกตำหนิว่าไม่สามารถจัดการกับงานได้อย่างเรียบร้อยและก่อปัญหาให้แก่บริษัท ผมโชคดีที่สามารถทำงานที่เดิมได้มาจนถึงทุกวันนี้ ผมยังจำได้ว่า ตอนที่มีการตรวจสอบ ผมได้รายงานตามสภาพความเป็นจริงด้วยความอ่อนน้อม แต่ก็มีความเชื่อมั่นในตนเองและเตรียมทำใจที่จะรับคำพิพากษา 

            อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การจากไปของคุณพ่อและคุณแม่ คุณพ่อของผมใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสงบสุขเป็นเวลา 10 ปี จนในที่สุดท่านต้องเข้าโรงพยาบาลเนื่องจากป่วยเป็นมะเร็งที่ทางเดินอาหาร ท่านยังมีสติดีมากถึงกับเอาหนังสือต่างๆ เป็นจำนวนมากเข้าไปอ่านพรางเขียนบันทึกไปด้วย แต่พอรับการรักษาโดยการฉายรังสีร่างกายก็อ่อนแอลงจนไม่สามารถเดินได้ ในที่สุดท่านก็ไม่สามารถพูดได้และเสียชีวิตลงท่ามกลางการเฝ้าดูของคนในครอบครัว หลังจากที่คุณพ่อเสียชีวิตได้ 1 ปี ก็ทราบว่าคุณแม่เป็นมะเร็งที่ถุงน้ำดี และมะเร็งได้กระจายไปจนไม่มีหนทางจะรักษาได้ ทำให้ไม่นานท่านก็จากไป

            ตอนนี้เมื่อลองมองย้อนกลับไปคิดเรื่องของคุณพ่อและคุณแม่ผมจะรู้สึกร้อนใจ ตามปกติก็จะลืมเรื่องเหล่านี้ไป เป็นลูกอกตัญญูที่นึกถึงพ่อแม่เมื่อมีเรื่องเดือดร้อน การจากไปของคุณพ่อคุณแม่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเผชิญไม่ช้าก็เร็ว ความทรงจำของช่วงเวลานั้นเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจแต่ในขณะเดียวกันก็เปรียบได้ดังสมบัติอันมีค่าของผม

4. มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับสังคมและเศรษฐกิจไทย

            เวลาผมพูดถึงประเทศไทย ผมมักจะพูดถึง 3S+smile(รอยยิ้ม) คนไทยชอบความสบาย(comfortable) สนุก (entertaining) และสะดวก (convenient) ชอบการพูดมากกว่าการอ่าน จึงมักจะมีความรู้สึกที่ว่าเป็นคนที่พูดเก่งเมื่อพบกันครั้งแรก แต่ทว่าคนไทยก็ไม่ถนัดที่จะพูดอภิปรายต่างๆโดยใช้เหตุผลหรือพูดในสิ่งที่เป็นนามธรรม อาจเป็นเพราะประเทศไทยเป็นประเทศทางตอนใต้ มีอากาศร้อนชื้น เต็มไปด้วยด้วยธรรมชาติทำให้มีอาหารอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังต้อนรับผู้ที่ไม่รู้จักกันมาก่อนหรือชาวต่างชาติด้วยการยิ้มให้ เมื่อก่อน ประเทศญี่ปุ่นเองก็เคยถูกกล่าวว่าเป็นประเทศที่มีรอยยิ้ม แต่ทว่าในระยะหลังไม่ค่อยที่จะได้ยินคำกล่าวนี้เลย อาจเป็นเพราะสังคมญี่ปุ่นกลายเป็นสังคมแห่งความแตกต่าง ทำให้คนไม่มีจิตใจพอที่จะมาส่งรอยยิ้มกันได้ ผมหวังว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยซึ่งกำลังพัฒนาไปจะไม่ทำให้ GNS (Gross National Smile) ของประเทศไทยลดน้อยลง            

            ผมคิดว่า นอกเหนือจากความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและผลผลิตทางการเกษตรแล้ว ชาวไทยยังเปี่ยมไปด้วยไมตรีจิตซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดอีกด้วย ประเทศไทยมีการท่องเที่ยว การรักษาพยาบาล Long Stay เอสเต การนวดแผนโบราณ สปา ธรรมชาติของประเทศในแถบร้อน รวมถึงความมีไมตรีจิตของชาวไทยซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ชาวต่างชาติรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จ และต่อไปในภายภาคหน้า คุณค่าของสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้น

            ผมขอกล่าวสิ่งที่หวังไว้ 2 สิ่ง สิ่งแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับกรุงเทพฯ  BTS เป็นสิ่งที่ผมใช้อยู่เป็นประจำ แต่ทว่าหากมองในแง่มุมของทิวทัศน์เมืองก็คงจะดูไม่สวยนัก การวางผังเมืองและวางแผนพัฒนาใหม่ก็ดูไม่โปร่งใส ผมอยากให้รักษาสภาพเมืองและตึกรางบ้านช่องที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไว้ รวมถึงใส่ใจกับแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองต่างๆ (ผมเคยนั่งเรือในคลองแสนแสบ 2 ครั้งด้วยกัน ต้องทำใจว่าน้ำที่กระเด็นขึ้นมาจะทำให้เสื้อผ้าเหม็นกลิ่นโคลน) ไปพร้อมๆกับการสร้างชุมชนใหม่ เมื่อมองดูต้นไม้ใหญ่ที่ฝังรากอยู่เพื่อเฝ้ามองดูผู้คนมีจำนวนลดลงไปเรื่อยๆ ผมก็รู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

            อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การลดความแตกต่างระหว่างเมืองและชนบท ผมคิดว่าประเทศไทยได้พัฒนาขึ้น โดยรวมแล้วมีความเจริญมากยิ่งขึ้น แต่ทว่า ความแตกต่างของสังคมก็ได้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นไปด้วย ซึ่งการที่สามารถได้รับผลประโยชน์จากความแตกต่างนั้น ท้ายที่สุดแล้วเราก็จะต้องจ่ายค่าชดเชยในส่วนนั้นด้วย

            ในทางการเมือง ความไม่สมดุลของคะแนนเสียงจากตัวเมืองและคะแนเสียงจากชนบทเป็นสาเหตุทางอ้อม ผมคิดว่า วิธีการแก้ไขที่สามารถทำได้คือ การทำให้คนรุ่นถัดไปมีความสนใจในเรื่องของการเมือง มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จและเข้ามามีส่วนร่วมในสังคมได้มากยิ่งขึ้นโดยผ่านทางการศึกษาที่มีความเพรียบพร้อมนั้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก นอกจากนี้ การทำให้ระบบการเมืองปราศจากการคอรัปชั่นและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการแก้ไขระบบภาษีก็เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น ต่อไปนี้ ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น การลดความแตกต่างที่เกิดขึ้นในประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง เช่น ลาว และกัมพูชาก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นกัน

5. สิ่งที่อยากฝากไว้ให้แก่คนรุ่นถัดไป

            หากให้ผมพูดเพียงแค่คำเดียวคงเป็นเรื่องยาก

            ผมจะพูดจากมุมมองในส่วนภูมิภาค ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยเป็นประเทศส่วนน้อยในเอเชียที่รอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้น ความเห็นส่วนตัวของผมก็คือ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการค้าขายมาตั้งแต่สมัยอยุธยาทำให้เปิดกว้างต่อโลกภายนอก กล่าวคือมีความรู้สึกที่พร้อมในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ  ซึ่งคงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาเอกราชไว้ได้ แล้วก็เรื่องอาหาร ทั้งอาหารไทย อาหารเกาหลี อาหารเวียดนาม รวมถึงอาหารญี่ปุ่นด้วย ประเทศเกาหลีและเวียดนามต่างใช้ความแข็งแกร่งของประชากรในประเทศเป็นตัวที่ทำให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ในประวัติศาสตร์และสามารถปกป้องประเทศมาได้ ความมีเอกลักษณ์นั้นสามารถสื่อออกมาได้อย่างชัดเจนทางอาหาร ประเทศไทยก็เช่นกัน ผมอยากให้ชาวไทยภูมิใจในอาหารไทย

            สมัยก่อน “เอเชียตะวันออก” เป็นคำที่หมายถึงประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น แต่ในปัจจุบัน คำนี้มีความหมายรวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย โลกเราได้แคบลง โลกที่วัยรุ่นอาศัยอยู่นั้น มีทั้งส่วนที่เป็นที่น่าพอใจและไม่เป็นที่น่าพอใจ ผมอยากให้ทุกท่านกระทำการต่างๆ ผ่านมุมมองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมอยากให้ทุกท่านอุทิศให้แก่การสร้างชุมชนของประชากรเอเชียตะวันออกโดยใช้ความโปร่งใสและความมีไมตรีจิตอันอ่อนน้อมซึ่งเป็นวัฒนธรรมไทย ไปพร้อมๆกับความสนใจและอาชีพของท่าน

            และผมขอกล่าวเสริมในตอนท้ายว่า ทุกท่านที่เป็นผู้ที่ยังมีอายุน้อย ไม่ว่าจะประสบกับความผิดพลาดใดๆ ก็ตาม ความผิดพลาดนั้นๆ ต้องมีความสูญเสียเกิดขึ้น แต่มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งในญี่ปุ่นซึ่งมีชื่อว่า “เพชรไม่เคยมีรอยแผล” ภาพยนตร์เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดๆ ขึ้นก็ตาม ท่านจะไม่มีวันสูญเสียช่วงที่เปร่งประกายมากที่สุดของท่านไป จงผจญภัยต่างๆ ให้มาก เพื่อทำให้ท่านมีวิสัยทัศน์ที่กว้างขวางขึ้น คนที่เคยผิดพลาดครั้งหนึ่งก็อย่าคิดว่าตนเป็นคนที่ใช้การไม่ได้ กรุณาพยายามใหม่อีกครั้ง และทำให้คนรุ่นก่อนเช่นพวกเรารู้สึกตกใจและรู้สึกว่าตนเองแก่ลงแล้ว รวมถึงทำให้เรามีความตื่นเต้นด้วย

 

ข่าว & ประชาสัมพันธ์

1 Rss ข่าว & ประชาสัมพันธ์

1 9 Oct 2017

1

1
1
1
ห้องเรียนกฎหมาย

1 Rss ห้องเรียนกฎหมาย

1 19 Jan 2016

1

1
1
1
กิจกรรมเพื่อสังคม

 

 
  ที่อยู่บริษัท : 77/254 อาคารราชเทวีทาวเวอร์ แขวงพญาไท เขตราชเทวี กทม 10400
หน้าแรกเกี่ยวกับเรา บริการของเราข่าวและประชาสัมพันธ์บทสัมภาษณ์ลูกค้าและผลงานที่ผ่านมา ติดต่อเรา
  E-mail Address:service.lbc@gmail.com 
© 2008 Laibros.com, All rights reserved.