หน้าแรก / บทสัมภาษณ์





 1. ประวัติย่อ 

คุณมีชัย วีระไวทยะ เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2484 ปัจจุบันอายุ 72 ปี เคยศึกษาที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ก่อน ไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย จนจบปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์และการพาณิชย์ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย หลังจากนั้นคุณมีชัยได้กลับมาทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างมุ่งมั่นและตั้งใจ จึงทำให้คุณมีชัยได้รับความไว้วางใจในการดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี, สมาชิกวุฒิสภา, และประธานบอร์ดบริษัทใหญ่ๆ บทบาทอันโดดเด่นที่ทำให้ทุกคนรู้จักคุณมีชัยเป็นอย่างดี คือการรณรงค์การใช้ถุงยางอนามัยเพื่อคุมกำเนิดและป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จนชาวบ้านเรียกถุงยางอนามัยอย่างติดปากว่า "ถุงมีชัย" ซึ่งนอกเหนือจากบทบาทนักพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิตของประชากรในสังคมไทย คุณมีชัยยังเป็น "โกโบริ" คนแรกของประเทศไทยโดยแสดงคู่กับคุณบุศรา นฤมิตร ออกอากาศทางช่อง 4 บางขุนพรหม เมื่อปี 2513 
ในปัจจุบันคุณมีชัยดำรงตำแหน่งผู้ก่อตั้งโรงเรียน มีชัยพัฒนา ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีระบบการเรียนการสอนที่น่าสนใจมาก ยกตัวอย่างเช่น การกำหนดวิธีการจ่ายค่าเล่าเรียน โดยให้ผู้ปกครองทำความดี ด้วยการทำงานบริการสังคม และปลูกต้นไม้ 400 ต้น, การรับสมัครครูหรือนักเรียนที่เข้ามาสมัครใหม่ โดยให้นักเรียนรุ่นปัจจุบันเป็นผู้สัมภาษณ์, การจัดให้มีระบบทำความดี คือนักเรียนที่ทำความดีก็จะได้รับแต้มเพื่อนำไปสะสมแลกกับค่าเล่าเรียน หรือการใช้บริการสระว่ายน้ำของโรงเรียนได้, การให้นักเรียนได้ลองฝึกใช้ชีวิตโดยการนั่งรถเข็น เพื่อให้เข้าใจชีวิตของผู้พิการมากขึ้น, และการกำหนดให้นักเรียนงดรับประทานอาหารเย็นในเย็นวันอาทิตย์ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจถึงความรู้สึกคนยากจนที่ไม่มีอะไรทาน และให้เห็นคุณค่าของข้าวแต่ละเมล็ด เป็นต้น 
คุณมีชัย ได้รับรางวัลเกียรติคุณอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น รางวัล "Asian Hero Awards" จากหนังสือ Time Magazine เป็น 1 ในฮีโร่ 60 คนจากเอเชีย รางวัลรามอน แม็กไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ประจำปี 2537, รางวัลประชากรแห่งสหประชาชาติ ประจำปี 2540, และรางวัลล่าสุดคือ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาการสาธารณสุข ประจำปี 2552 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบแก่บุคคลที่ปฏิบัติงานดีเด่นและเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ
 
2. คติพจน์ในการดำเนินชีวิต
    1. " NO" as a question นั่นหมายถึง คำว่า จะไม่มี คำว่า "ไม่" ในการใช้ชีวิต ซึ่งถ้าทำในสิ่งที่ดี ก็ไม่ควรที่จะยอมแพ้ ฉะนั้น คำว่า "ไม่" จึงไม่ควรที่จะเป็น คำตอบ แต่ตรงกันข้าม ควรที่จะเป็น คำถาม เพื่อให้เราหาทางแก้ปัญหาต่อไปได้
    2. คิดนอกกรอบ " Think outside the box" กล่าวคือ ควรจะหามุมมองใหม่ๆ หนทางใหม่ๆ ในทางแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมถึงปัญหาสังคม
    3. ขยัน Work Hard
    4. ซื่อสัตย์ Honest
 
3. อุปสรรคที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิต และผ่านพ้นมาได้อย่างไร
  อุปสรรคเป็นเรื่องธรรมดา ยึดคำสอนทางพุทธศาสนาที่ว่า "การเกิดมาก็คือทุกข์" ไม่เคยมองว่า อุปสรรคเป็นเรื่องใหญ่โต เพียงแต่ต้องใช้สมองใช้แรงมากขึ้น เช่น เวลาปีนเขา ก็ต้องใช้แรงมากขึ้น จึงไม่คิดว่าเคยมีอุปสรรคอะไรที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิต แต่ถ้าจะมีก็คือ อยากมี "เครื่องปั๊มเงิน" ที่จะช่วยทำกิจกรรมเพื่อสังคมได้มากขึ้น ตอนนี้อยากจะสร้างโรงเรียนกว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศไทย ที่จะไม่เน้นการเรียนการสอนแบบท่องจำ แต่อยากจะเน้นการสอนเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) เพื่อก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในประเทศ นอกจากนี้ ยังจะต้องปลูกฝัง เรื่อง "การแบ่งปัน" เช่น ทำธุรกิจก็ต้องคิดถึงสังคมด้วย และเมื่อธุรกิจประสบความสำเร็จ ก็ต้องย้อนกลับไปช่วยสังคมด้วย
 
4. ในฐานะนักทำงานเพื่อสังคม มองประเทศไทยในอุดมคติอย่างไร และต้องทำอย่างไรเพื่อให้ไปสู่จุดนั้นได้
ยากที่จะเห็นเมืองไทยในอุดมคติ เพราะปัจจุบันประเทศไทย "เละ" มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคม การเมือง พระสงฆ์ ตำรวจ การสอบเข้าบรรจุเป็นตำรวจ หรือแม้กระทั่งการสอบเข้ารับราชการครู ก็เช่นกัน ผลการสำรวจของโพล ระบุว่า คนไทยกว่าครึ่งสามารถยอมรับ การคอร์รัปชั่นเล็กๆ น้อยๆ ได้ หรือ ยอมรับการคอร์รัปชั่นได้ หากตนเองหรือพวกพ้องได้รับประโยชน์ ซึ่งแนวความคิดนี้เป็นสิ่งที่ผิด ไม่ถูกต้อง การคอร์รัปชั่นไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ถือว่าเป็นคอร์รัปชั่น เป็นสิ่งผิดสิ่งที่ไม่ควรกระทำ
    อาจจะกล่าวได้ว่า ขณะนี้เมืองไทยกำลังเจอ Tsunami (Thai Tsunami) ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของทัศนคติแนวความคิด จิตสำนึกที่ผิดๆ ซึ่งต้องมีการปรับปรุง แก้ไข พัฒนาให้ดีขึ้น ให้เกิดจิตสำนึกที่ว่าประชาชนคนไทยทุกคนคือเจ้าของประเทศ เจ้าของบ้าน แต่ละรัฐบาลผู้ซึ่งเข้ามาบริหารประเทศนั้นเป็นเพียงผู้เช่าบ้าน เราต้องดูแลกำกับให้ดี ให้ถูกต้อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ควรจะต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ดั่งที่ผมกำลังพยายามทำโดยก่อตั้งโรงเรียนมีชัยพัฒนา ซึ่งการแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา ดังกล่าวนี้ จะต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ตอนเด็กๆหรือเยาวชน 
    นอกจากนี้ คนไทยต้องรู้จัก คำว่า "ระเบียบวินัย" เหมือนกับคนญี่ปุ่น คนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นมีจำนวนมาก แต่คนที่เข้าใจถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่นนั้นมีไม่มากเลย ตัวอย่าง ที่เห็นได้น่าชัด และน่าทึ่งมากก็คือ หลังเกิด สึนามิ แล้ว คนญี่ปุ่นยังสามารถต่อคิวเพื่อรอรับสิ่งของบริจาคได้ ในขณะถ้าเป็นคนไทยนั้น คงจะต้องมีการแซงคิว ลัดคิว แน่นอน นอกจากนี้ การที่ญี่ปุ่นมีโจรน้อยนั้นไม่ได้เป็นเพราะญี่ปุ่นมี Technology ที่ล้ำสมัย ที่จะคอยป้องกันขโมย แต่เกิดจากการที่คนญี่ปุ่นมีระเบียบวินัยในตนเองมากกว่า วินัยสามารถทำให้คนเลิกเป็นโจร ไม่เป็นโจร ทำในสิ่งที่ควรทำ
 
5. อาจารย์เริ่มมีความคิดที่อยากจะทำเพื่อสังคม หรือสร้างองค์กรที่ทำธุรกิจเพื่อสังคม มาตั้งแต่เมื่อไหร่
    ไม่แน่ชัด แต่ครอบครัวผมเป็นหมอ จะแบ่งกลุ่มคนไข้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่มีฐานะดี ก็จะเรียกเก็บค่ารักษาตามปกติ หรืออีกกลุ่มคือ กลุ่มที่ไม่ค่อยมีสตางค์ ทางบ้านผมก็จะไม่เก็บค่ารักษา จะรักษาให้ฟรี ผมเห็นสิ่งนี้มาตั้งแต่เด็ก ซึ่งอาจจะค่อยๆ บ่มเพาะความเป็นตัวผมที่อยากจะทำเพื่อสังคมขึ้นมาทีละนิดทีละน้อย
 
6. หลังจากเปิด AEC แล้ว คิดว่าประเทศไทย จะเป็นอย่างไร
    คิดว่าคงจะสู้ประเทศเพื่อนบ้านได้ยาก นั่น ไม่ใช่เป็นเพราะประเทศเพื่อนบ้านมีความเก่งกาจมากมาย แต่เป็นเพราะว่าคนไทยมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานเสียมากกว่า ลองดูงบประมาณของภาครัฐที่ทุ่มให้การการศึกษากว่าร้อยละ 20 ในแต่ละปี แต่คุณภาพของนักศึกษากลับไม่ได้เพิ่มมากขึ้นเลย ฉะนั้นการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะผลักดันประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าได้ต่อไป
 

ข่าว & ประชาสัมพันธ์

1 Rss ข่าว & ประชาสัมพันธ์

1 9 Oct 2017

1

1
1
1
ห้องเรียนกฎหมาย

1 Rss ห้องเรียนกฎหมาย

1 19 Jan 2016

1

1
1
1
กิจกรรมเพื่อสังคม

 

 
  ที่อยู่บริษัท : 77/254 อาคารราชเทวีทาวเวอร์ แขวงพญาไท เขตราชเทวี กทม 10400
หน้าแรกเกี่ยวกับเรา บริการของเราข่าวและประชาสัมพันธ์บทสัมภาษณ์ลูกค้าและผลงานที่ผ่านมา ติดต่อเรา
  E-mail Address:service.lbc@gmail.com 
© 2008 Laibros.com, All rights reserved.